พริตตี้สวย

ต่าย เพ็ญพักตร์ เปิดใจครั้งแรกหลังสูญเสียลูกชาย

ต่าย

“ต่าย เพ็ญพักตร์” เปิดใจครั้งแรกหลังสูญเสียลูกชายสุดที่รักเพียงคนเดียว

 

                    ยกให้เป็นสาวสวยสองพันปี ต่าย เพ็ญพักตร์ กับความสตรองและแนวคิดในการใช้ชีวิต ที่เธอนั้นต้องรับมือกับการสูญเสียลูกชายเพียงคนเดียว ไหนจะเรื่องความรักที่ถูกเม้าท์ว่าเข็ดกับความรักครั้งเก่าถึงไม่ยอมเปิดใจมีใครใหม่อีกเลยมาเกือบ 20 ปี ล่าสุดเจ้าตัวได้มาตอบทุกประเด็นในรายการคุยแซบSHOW ทางช่องone31 ที่มี พีเค ปิยะวัฒน์ และ เป็กกี้ ศรีธัญญา เป็นพิธีกรบ

 

 

ผลกระทบช่วงโควิด?

ต่าย : “พี่ว่าโดนทุกวงการโดยเฉพาะวงการบันเทิงโดนเยอะมาก พี่โดนเรื่องละครทุกเรื่องที่เรารับ หยุดหมด มี 4 เรื่อง ปกติที่ได้หยุด สงกรานต์ปีใหม่ ได้หยุดยาวสุดอาทิตย์นึง แต่ครั้งนี้ยาว เวลาเราได้หยุดไม่เกี่ยวกับโควิดอยู่บ้านก็จัดสวนไป รื้อตู้เสื้อผ้า มันมีกิจกรรม”

 

เริ่มทำธุรกิจ?

ต่าย : “พี่ไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นธุรกิจ เพื่อนๆ มาที่บ้านตอนยังไม่มีโควิด พี่ทำกับข้าวให้ทานไข่พะโล้ น้ำเงี้ยว เพื่อนก็บอกให้ทำเลย เราก็เลยเอาสักหน่อย ทำขายแค่ 2 อย่างนี้ เราทำคนเดียวมีน้องมาช่วย 250 บาทต่อชุด เราไม่ได้รับออเดอร์เยอะมันเหนื่อยเกินไป รับเท่าที่ทำไหว”

 

45 ปีในวงการ?

ต่าย : “วงการบันเทิงในยุคนั้นทุกคนที่เข้ามาในยุคนั้นกว่าจะมาถึงในจุดที่เรายืน อาจจะด้วยการมีวินัย การเคารพผู้ใหญ่ในวงการ สมัยนั้นไม่มีโรงเรียนสอนการแสดง เราจะใช้ครูพักลักจำ ผู้กำกับให้ความรู้ นักแสดงรุ่นพี่ในวงการให้ความรู้ เราไม่เคยเหวี่ยงในกอง เรารับบทบาทไปแล้วรูปลักษณ์จะออกมายังไงก็เล่น แต่งโทรมแต่งสวยเราได้หมด”

 

สูญเสียลูกชายตั้งแต่ปีที่แล้ว?

ต่าย : “เกือบจะปีแล้วค่ะ ทุกคนต้องเจอเกิดแก่เจ็บตาย แต่ในมุมของพี่เรามองในหลักความจริง เสียใจค่ะ แต่เราบอกเขาตั้งแต่วันที่รู้ว่าเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดี ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ยาวกว่านี้ แต่จำไว้อย่างนึงว่าโรคนี้ไม่มีทางรักษาหายวันนึงก็ต้องเสีย”

 

จุดยืนที่ทำให้แข็งแกร่งขนาดนี้?

ต่าย : “พี่ว่าประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตพี่ทำให้เรามองและคิดแบบนี้ พี่เจออะไรที่ทั้งดีและไม่ดีมาเยอะมาก เพียงแต่ว่าพี่ไม่ได้เอาสิ่งพวกนั้นมาทำให้เราแย่ลง ทุกสิ่งที่เราเจอเราเป็นคนเปิดประตูให้สิ่งพวกนี้เข้ามาในชีวิตเรามันทำให้เราแข็งแกร่ง ทำให้เรามองทุกสิ่งในความเป็นจริง ตั้งแต่วันที่รู้ว่าเป็นโรคร้ายจนถึงวันนั้นก็อยู่มาได้ 3 ปีคะ ตอนรู้ครั้งแรกเป็นระยะที่ 4 แล้ว ชีวิตวัยรุ่นของเด็กผู้ชายก็ใช้แบบปกติทั่วไป เขาไอเยอะมากจนเราบอกว่าต้องไปตรวจ ตอนที่รู้เราไม่ช็อกเห็นอาการเขาเราเสิร์จเข้าไปในกูเกิ้ลว่าอาการนี้น่าจะเป็นอะไร”

 

ตั้งรับกับความเสียใจยังไง?

ต่าย : “พี่กับลูกชายเราเลี้ยงกันแบบเหมือนเพื่อน มีอะไรเราคุยกัน พี่บอกเขาตลอดเวลาว่าทำอะไรที่เธอออยากทำแล้วมีความสุขบอกเขาแค่นี้ เขาก็ทำเพราะไม่รู้ว่าจะไปวันไหนเมื่อไหร่ มันเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้เราเตรียมใจมาตลอดทุกวันว่าวันนึงคำว่าตายจากกันมันต้องมี จนวันเผาเราน้ำตาไหลบอกให้เขาไปสู่ภพภูมิที่ดี เป็นวันเดียวที่มีน้ำตา”

 

ห้ามลูกชายมีน้อง?

ต่าย : “เขามีแฟนแล้วเขาคุยกันว่าอยากจะมีบอกว่าคิดดีๆ ไปคุยกับหมอก่อนไหม เธอกินยาเยอะขนาดนี้ เป็นขนาดนี้ มันไม่มีทางอยู่แล้วที่เด็กคนนึงจะออกมาจะสมบูรณ์ บอกเขาแล้วเขาก็คุยกับหมอ หมอก็ไม่เห็นด้วย”

 

ก่อนลูกชายจะไปไม่ปั๊มหัวใจ?

ต่าย : “ใช่คะ เราคุยกันแล้วว่าไม่ปั๊ม เราดูก็รู้แล้วมันเป็นสัญญาณว่าวีคนี้น่าจะไป เราคุยกันมาตลอดตอนที่ทุกอย่างเขายังดีๆ บอกว่าไม่ต้องห่วงแม่ เรายื้อเขาไปมันก็ไม่ใช่ความจริงเขาอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ สื่อสารกับเราไม่ได้แล้ว”

 

ทำใจยังไงลูกชายคนเดียวด้วย?

ต่าย : “สำหรับพี่มันไม่ได้ยาก เรามองในความจริงในสัจธรรม ถ้าเรายื้อเค้าไปแก่นแท้ของเรามีความสุขจริงๆ หรือปล่า ลึกๆ มันไม่มีความสุข เรารู้อยู่แล้วว่าเขาไม่อยู่แล้ว ทุกอย่างมันเป็นความจริงเรายึดหลักสัจธรรมเกิดแก่เจ็บตาย เวลาคิดถึงลูกก็พูดกับอากาศไป พี่คิดว่าเขาน่าจะมีความสุขที่เขาได้ไปในจุดที่เขาอยากไป”

 

 

 

ตอนนี้มีหนุ่มดูแลกี่คน?

ต่าย : “พี่อยากให้มีมากเลยแต่ไม่มี น่าจะเพราะว่าเราปิดที่จะมีใครสักคนเข้ามาหาเรา ชีวิตพี่ไม่ได้ออกไปไหนอยู่กองถ่ายทั้งวัน มันก็ไม่เจอใคร วงจรเราอยู่แต่กองถ่าย พอวันหยุดก็อยู่บ้าน โสดมาเกือบ 20 ปีแล้ว พี่ว่าพี่ผ่านความรักมาเยอะดีบ้างไม่ดีบ้าง แต่เราจะไม่โทษใคร เราบอกตัวเองว่าเวลาเรามีแฟนหรือไม่มีเราก็ใช้ชีวิตปกติเราก็ยังทำมาหากินโดยตัวเราเอง ไม่มีเลยดีกว่า ไม่มีมันก็โอเคกว่า มีแล้วชีวิตเราก็ไม่ได้เปลี่ยนอาจจะมีเพิ่มขึ้นมานิดนึง”

 

ติดตาม >> ข่าวกีฬา

ติดตาม >> หนังใหม่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *